ขั้นที่ 1 — กำหนดคำและคำถาม
ระบุคำหลัก คำที่เกี่ยวข้อง รูปคำไทย–อังกฤษ และคำถามที่ต้องตอบ โดยยังไม่กำหนดว่าคำใดเป็นคู่แปลมาตรฐาน
ขั้นที่ 2 — รวบรวม Evidence Book
จัดเก็บหลักฐานจากภาษาไทย กฎหมายไทย คำแปลกฎหมาย รากศัพท์หรือพจนานุกรมอังกฤษ มาตรฐานสากล และการใช้จริง พร้อมบันทึกแหล่ง บริบท และสถานะ
ขั้นที่ 3 — แยกแหล่งตามหน้าที่
แยกทุกข้อความเป็นห้าชั้น: Legal Text, Official Translation, International Standard, TEERF Synthesis และ Researcher Proposal ตัวบทกฎหมายไทยใช้ยืนยันสิ่งที่กฎหมายบัญญัติ คำแปลใช้แสดงว่าฉบับแปลเลือกคำใด มาตรฐานสากลใช้เปรียบเทียบแนวคิด TEERF Synthesis ใช้สรุปข้ามแหล่ง และ Researcher Proposal ใช้บันทึกข้อเสนอหรือการตีความของผู้วิจัย แหล่งหนึ่งไม่แทนอีกแหล่งหนึ่ง
ขั้นที่ 4 — วิเคราะห์แต่ละคำ
แต่ละโปรไฟล์ใช้โครงสร้างเดียวกัน: Preferred Term, Definition/Status, Legal Basis, International Perspective, Comparative Analysis, TEERF Synthesis, Reference Statement, Related Terms และ References
ขั้นที่ 5 — วิเคราะห์ข้ามคำ
เปรียบเทียบคำทั้งหกเป็นคู่เพื่อหาพื้นที่ร่วม ความแตกต่าง และข้อควรระวัง ก่อนสังเคราะห์เป็น Concept Relationship Framework
ขั้นที่ 6 — จัดทำ Master Matrix
สรุปคำที่แนะนำ สถานะกฎหมาย หน้าที่หลัก และคำที่ไม่ควรใช้แทนกันโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ใช้เห็นภาพรวมและเปิดย้อนกลับไปยังรายละเอียดได้
ขั้นที่ 7 — ทบทวนและแสดงความไม่แน่นอน
ตรวจความสอดคล้องของข้อสรุปกับหลักฐาน ระบุช่องว่าง และบันทึกรุ่น เมื่อพบหลักฐานใหม่ให้แก้ชั้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยไม่ลบประวัติความเปลี่ยนแปลง
ขั้นที่ 8 — ตัดสินใจก่อนนำเข้า
แหล่งประกอบใหม่ต้องผ่าน Source Integration Register และได้รับคำตัดสิน adopt, adapt, hold, link-only หรือ exclude ก่อนแก้หน้าเผยแพร่ การอนุมัติ hold หมายถึงอนุมัติให้พักรอ ไม่ใช่อนุมัติความถูกต้องของข้อความ ส่วน link-only ต้องแสดงสถานะของแหล่งและไม่ทำให้ข้อเสนอของผู้วิจัยกลายเป็นมาตรฐานของ TEERF
คำว่า “Complete” ใน TEERF หมายถึงครบตามขอบเขตและหลักฐานที่เข้าถึงได้ในรุ่นนั้น ไม่ได้หมายความว่าไม่มีแหล่งข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง